แชร์ประสบการณ์ : ทำเลสิกที่ TRSC อย่างละเอียด

การทำเลสิกที่ TRSC หลังจากที่เรา ตรวจวิเคราะห์สภาพตา เสร็จแล้ว เราจะต้องไปตรวจ anti HIV ที่โรงพยาบาลอื่นก่อนแล้วนำผลแล็บมาในวันที่จะทำการผ่าตัด

เมย์เลือกที่จะไปตรวจ anti HIV ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เพราะสะดวก เนื่องจากใกล้สถานที่ทำงาน ขั้นตอนการตรวจก็ง่ายและรวดเร็วมาก แจ้งว่าจะมาตรวจ anti HIV แล้วก็ทำตามขั้นตอนของโรงพยาบาลได้เลย แค่ 30 นาทีก็ได้เจาะเลือดแล้ว เสร็จแล้วก็รอผลแล็บอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

ค่าตรวจ anti HIV ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ทั้งหมด 1,230 บาท

วันผ่าตัด เราสามารถเดินทางไปด้วยตัวเองได้ แต่เราไม่สามารถเดินทางกลับด้วยตัวเองได้ เดี๋ยวเมย์จะค่อย ๆ เล่าไปทีละขั้นตอนนะคะ

วิธีการเดินทาง

วันผ่าตัดเมย์เดินทางไปด้วยตัวเอง ด้วยบีทีเอส ลงสถานีศาลาแดง เดินอ้อมไปทางโรงแรมดุสิตธานี อยู่ใกล้ ๆ กันเลยค่ะ

กดลิฟต์หน้าร้านอาหารฟูจิขึ้นมาชั้น 6 เมื่อมาถึง TRSC เมย์ก็พุ่งไปที่โซนเครื่องดื่มก่อนเลย “ขอโกโก้ร้อนค่ะ” แล้วก็เดินไปหยิบป็อปคอร์นมานั่งรอ เย้! ได้ชิมป็อปคอร์นแล้ว รสชาติทั่วไปแหละ แต่มันดึงดูดไง ผ่าตัดตอนบ่าย เดินตากแดดมาร้อน ๆ หิว! 5555

วัดสายตาอีกครั้ง

หลังจากครั้งที่แล้ว เมย์มีปัญหาเรื่องกระจกตาแห้ง คุณหมอเลยให้หยอดน้ำตาเทียมทุกวันก่อนทำการผ่าตัด พอมาวันนี้เมย์จึงต้องเข้าห้องวัดสายตาอีกครั้ง (ไม่แน่ใจว่าทุกคนจะต้องเข้าซ้ำหรือเปล่า)

เป็นห้องที่จะให้เราใส่แว่นขาเหล็ก เปลี่ยนเลนส์ไปมา แล้วถามว่า “อันไหนชัดกว่ากันคะ หนึ่ง สอง” ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือค่าสายตาเราเท่าเดิม

จ่ายเงิน

หลังจากตรวจวัดสายตาเสร็จ ก็จะเป็นขั้นตอนการเซ็นเอกสารยินยอม ซึ่งตรงนี้เราอ่านทุกตัวอักษร ไม่มีอะไรมาก แค่ป้องกันคนไม่ตั้งใจฟังข้อมูล พอเกิดข้อผิดพลาดจึงไม่เข้าใจ แล้วก็เอาแต่โวยวาย

การผ่าตัดมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจก่อนลงมือทำนะคะ

หลังจากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่มาขอผลตรวจเลือดของเราไป ก่อนที่ที่ปรึกษาส่วนตัวจะเดินถือถุงยาเข้ามาให้ แนะนำวิธีการใช้ต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวเมย์ขออธิบายเรื่องยารวมกันอีกครั้งนะคะ

เมย์เลือกทำการผ่าตัดแบบ ReLEx เป็นนวัตกรรมที่ดีกว่าและอ่อนโยนต่อดวงตามากกว่า เนื่องจากเมย์ตาแห้งมาก ระคายเคืองง่าย และอื่น ๆ โดยการผ่าตัดประเภทนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 135,000 บาท ไม่รวมค่าตรวจวิเคราะห์ตา

แต่เนื่องจากเมย์ได้รับการแนะนำจากเพื่อน เมย์จึงได้รับส่วนลด 5,000 บาท และวันผ่าตัด เมย์จ่ายเป็นเงินสด ได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 1,200 บาท สรุปแล้ว ค่าผ่าตัดสุทธิ 128,800 บาท ค่ะ

สรุปค่าใช้จ่ายอีกที ตรวจวิเคราะห์ 1,500 บาท ตรวจ anti HIV 1,230 บาท ค่าผ่าตัด 128,800 บาท ดังนั้น รวมทั้งสิ้น 131,530 บาท

ขั้นตอนก่อนการผ่าตัด

หลังจากชำระเงินเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะให้เราทานยานอนหลับ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและความตึงเครียด หลังจากนั้นเราก็ไปทำธุระในห้องน้ำให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าไปเก็บของและเปลี่ยนชุด

จริง ๆ ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนชุดนะคะ แค่สวมหมวกคลุมผม สวมผ้าคลุมปลอดเชื้อ แล้วก็สวมรองเท้าที่ทาง TRSC จัดเตรียมไว้ให้

หลังจากนั้นก็ลงไปนอนที่เก้าอี้นุ่ม ๆ (รอบนี้ไม่มีการปรับระบบนวดนะคะ) เพื่อให้เจ้าหน้าที่หยอดยาชา สลับกับยาปฏิชีวนะ โดยก่อนหยอด เจ้าหน้าที่จะอธิบายให้เราฟังก่อนว่าจะมีขั้นตอนอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตั้งแต่การหยอดตา ไปจนถึงออกจากห้องผ่าตัด

หยอดยาชาสลับกับยาปฏิชีวนะไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เข้าห้องผ่าตัด เท่าที่นับได้ เมย์หยอดไปอย่างละ 3 ครั้งค่ะ

คุณหมอคนที่ตรวจวิเคราะห์สภาพตา ผ่าตัด และตรวจสภาพดวงตาหลังผ่าตัด จะเป็นคนเดียวกันทั้งหมด พอหยอดครั้งที่ 3 เสร็จ อาจารย์หมอวรินทร ก็เดินเข้ามาคุยด้วย เกี่ยวกับขั้นตอนในห้องผ่าตัด โดยคุณหมอขอความร่วมมือ 2 อย่าง

  1. ไม่หยีตา
  2. ไม่กรอกตาระหว่างผ่าตัด

ขั้นตอนในห้องผ่าตัด

บรรยากาศในห้องผ่าตัด เหมือนคลีนิคทำฟันเลยค่ะ เพียงแต่เตียงนอนของที่นี่จะเป็นแบบ 180 องศา

เมื่อเราจัดท่านอนให้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาให้เรา ก่อนจะปิดพลาสติกกันเชื้อครึ่งหน้า ตั้งแต่บริเวณหน้าผากถึงกลาง ๆ จมูก ปิดทับดวงตาก่อนจะกรีดให้เกิดช่องที่เราสามารถมองลอดออกมาได้

หยอดยาชา ล้างตา และเช็ดตา (คือเช็ดที่ลูกตาเลยนะ) อีกครั้ง ถ่างตาด้วยเครื่องมือช่วยให้เราไม่หยีตา ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนเราเข้าไปใต้เครื่องเลเซอร์ และเลื่อนดวงตาของเราให้ตรงและใกล้กับหัวเลเซอร์มากที่สุด ทำทีละข้าง โดยที่เราจะมองเห็น แต่ไม่รู้สึกเจ็บ

หัวเลเซอร์มีสีเขียว คุณหมอให้เรามองแสงสีเขียวนั้นไว้ ใช้เวลาข้างละประมาณ 20 วิ จะมีเสียงผู้ช่วยนับเวลาอยู่ พอผ่านไป 10 วิแรก ทุกอย่างจะขาวไปหมด เหมือนเราหลับตาในห้องที่มีแสงจ้า แต่คุณหมอก็ให้เรามองตรงค้างไว้อีกนิด เข้าใจว่ากระจกตาถูกเปิดออกแล้ว

หลังจากนั้นเราจะถูกเลื่อนออกมาให้คุณหมอทำขั้นตอนการผ่าตัดต่อไปอีกข้างละ 1 นาที จินตนาการจากข้อมูลที่ได้รับวันตรวจวิเคราะห์ เข้าใจว่าคุณหมอเป็นคนหยิบกระจกตาส่วนกลางออกให้นะ ก่อนจะใช้เครื่องมือรีดกระจกตาให้เรียบสนิท ล้างตา และเช็ดให้สะอาด

ทำซ้ำอีกข้างหนึ่ง รวม ๆ แล้ว ใช้เวลาในห้องผ่าตัดไม่ถึง 20 นาที โดยระหว่างนั้น คุณหมอจะพูดคุยกับเราตลอดว่า “มองตรงนะคะ” “หมออยู่ตรงนี้นะคะ” “เก่งมากเลยค่ะ” “อีกนิดเดียวนะคะ” .. เป็นคุณหมอในอุดมคติของคนไข้เลยแหละ

หลังจากที่ทำการผ่าตัดเสร็จทั้งสองข้าง เจ้าหน้าที่จะพยุงเรากลับไปที่โซฟานุ่ม ๆ อีกครั้ง หยอดยา และปิดฝาครอบตา ก่อนจะพยุงออกมาเปลี่ยนชุดและหยิบของที่ตู้ล็อกเกอร์

ก่อนกลับบ้าน เจ้าหน้าที่จะให้เราทานยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการ ถึงตรงนี้ถ้าใครมีญาติมารับก็กลับได้เลย หรือถ้าญาติยังมาไม่ถึง เราสามารถเข้าไปนอนในห้องนวดก่อนได้

จากประสบการณ์ ขอแนะนำว่า ควรมีคนมารับกลับบ้าน เพราะแม้ว่าเราจะสามารถมองเห็นได้ชัดขึ้นตั้งแต่ชั่วโมงแรก ๆ แต่การลืมตาหลังผ่าตัดเป็นอะไรที่แสบมาก พอแสบมาก ๆ มันจะเริ่มปวด

กลับบ้าน นอนพักเยอะ ๆ อย่างเคสเมย์เริ่มทำบ่ายสอง เสร็จประมาณสี่โมง แฟนมารับห้าโมง ระหว่างรอแฟนมารับ เมย์สามารถเดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ เริ่มมองเห็นบ้างแล้ว แต่แสบตามาก ๆ

กลับถึงบ้านหนึ่งทุ่ม ทานข้าว แล้วก็เข้านอนเลย นอนยาว ๆ ตื่นมาแล้วจะดีขึ้น อาจจะมีหงุดหงิดนิดหน่อยที่ต้องคอยมองทุกอย่างผ่านฝาครอบตา

เมย์ปิดฝาครอบตาไปประมาณ 24 ชั่วโมงค่ะ

เปิดฝาครอบตา

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ปิดฝาครอบตาให้ เราห้ามแอบเปิด จนกว่าจะถึงเวลานัด “เปิดตา” ในวันถัดไป

วันเปิดตา เจ้าหน้าที่จะเป็นคนเปิดให้เองค่ะ ขี้ตงขี้ตาก็ปล่อยทิ้งไว้ก่อน และที่สำคัญคือ ห้ามตาโดนน้ำ! โดยการผ่าตัดแบบ ReLEx หลีกเลี่ยงแค่ 3 วันค่ะ แต่ถ้าแบบอื่น 7 วัน ระหว่างนี้ถ้าอยากสระผม แนะนำให้ไปสระที่ร้าน

วันเปิดตา เจ้าหน้าที่จะค่อย ๆ แกะฝาครอบตา และทำความสะอาดให้เรา ทำการวัดสายตาอีกครั้ง ซึ่งแค่วันแรกหลังผ่าตัด เมย์ก็สามารถมองเห็นได้ชัดมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปค่ะ คือสามารถอ่านได้ถึงบรรทัดเกือบสุดท้ายเลย

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะทำการหยอดยา และอธิบายเรื่องยาและวิธีใช้ต่าง ๆ ก่อนจะพาเราเข้าห้องไปพบคุณหมอ เพื่อส่องกล้องตรวจสภาพแผลอีกครั้ง

ซึ่งผลออกมาดีมาก คุณหมอบอกว่า ผลการผ่าตัดวันแรกของเมย์เป็นที่น่าพึงพอใจมากกว่ามาตรฐาน (ไม่มีอาการตาแดง ตาช้ำ เส้นเลือดฝอยแตก เหมือนที่เห็นในรีวิวของคนอื่น) แถมสายตายังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

ถึงอย่างนั้น ระหว่างนี้เราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี เพราะแผลยังสมานกันไม่สนิท และความสามารถในการมองเห็นก็จะยังเหวี่ยง ๆ ในสัปดาห์แรก คือวันนี้ชัด พรุ่งนี้เบลอ เป็นต้น

เอาเป็นว่าถ้าไปตรวจอีกครั้ง แล้วมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มเติมจะมาอัพเดตให้ทราบกันนะคะ

เพิ่มเติมเรื่องยา

ถุงยาที่เราได้รับ ในวันแรกจะมีแค่ ยาหยอดตา ยานอนหลับ ยาแก้ปวด สก็อตเทปปิดฝาครอบตา และคู่มือการดูแลตัวเองค่ะ ซึ่งถ้าไม่ปวด ไม่หงุดหงิดจนทรมาน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเลย แถมวันแรกห้ามเปิดตาเอง ก็ไม่ต้องหยอดตาใดใดทั้งสิ้น

พอวันเปิดตา เราจะได้รับอุปกรณ์ทำความสะอาดรอบดวงตา 1 ชุด แล้วก็ได้น้ำตาเทียมแบบ one day อีก 1 กล่อง ซึ่งจะคนละยี่ห้อกับที่เมย์ซื้อมาใช้เอง

ยี่ห้อที่คุณหมอจ่ายมา จะหนืดกว่า ปริมาณน้อยกว่า เปิดฝาแล้วล็อกได้ดีกว่า และไปดูราคาที่ร้านมาแล้ว แพงกว่าแบรนด์ที่เราใช้อีกเช่นกัน

วันเปิดฝาครอบตา อย่าลืมนำแว่นกันแดด และดินสอเขียนคิ้วไปด้วย (อันนี้เมย์แนะนำเอง) เพราะว่าหลังจากเปิดฝาครอบตาแล้ว เราสามารถออกไปลั้นลาได้เลยจ้า คือดีมาก ชัดกว่าคอนแทคเลนส์ แถมไม่ต้องกังวลว่ามันจะหล่น หรือว่าใส่เกินเวลา

สองสามวันแรก มีอาการระคายเคืองบ้าง คล้าย ๆ คอนแทคเลนส์เลยค่ะ

หลังเปิดตา เราจะได้บัตรคะแนนความพึงพอใจอีกครั้งค่ะ รอบนี้ให้คะแนนเต็ม 100 เลย

, , , ,

แสดงความคิดเห็น